หลายฝ่ายที่คิดว่านาย จอร์จ ดับเบิลยู บุชประธานาธิบดีสหรัฐฯจะนำพาร่างกฎหมายกู้วิกฤติการเงินมูลค่า 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ฝ่าด่านการลงมติรับรองในสภาผู้แทนราษฎรในการประชุมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ได้สำเร็จ ก็ต้องตกตะลึง เมื่อสมาชิกสภาคองเกรสมีมติ 228 ต่อ 205 เสียง ให้คว่ำมาตรการนี้ และผลภายหลังที่ข่าวนี้แพร่ออกไป ดัชนีอุตสาหกรรมดาวน์โจนส์ก็ร่วงลงหนักที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดัชนี S&P ลดลงถึง 8.8% ซึ่งนับว่ามากที่สุดตั้งแต่ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2530
และแน่นอนข่าวนี้ทำให้ตลาดหุ้นทั่วเอเชียเมื่อเปิดทำการ ก็ถูกแรงเทขายกระจายรายย่อยรับเละอีกตามเคย ทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลี แต่โชคยังดีที่หลายตลาดยัง rebound กลับมายืนในแดนบวกได้บ้าง แต่สำหรับไทยเมื่อเช้า เล่นเอาใจหายใจคว่ำเลยทีเดียว เปิดตลาดมาก็ลบเข้าไป 30 จุดได้ ชนิดแดงยกแผง แต่โชคดีที่กองทุยเงินลงขันทำ window dressing ในช่วงบ่าย ดัชนีเลยกลับมาปิดได้ที่ลบ 4 จุดกว่าๆ
เหตุการณ์ที่หุ้นทั่วโลกดิ่งเหวทุกวันนี้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนที่เป็นตัวการสำคัญ ก็คือไอ้กันนั่นเอง สาเหตุนั้นก็มาจาก วาณิชธนกิจ ที่เปรียบเสมือนขาใหญ่แห่ง wall street ไม่ว่าจะเป็น Lehman brothers(เจ๊งเรียบร้อย) Merill lynch(เกือบเจ๊ง) หรือสถาบันการเงินใหญ่ๆอย่าง AIG และธนาคารอื่นๆอีกเพียบ เข้าไปลงทุนในตราสารหนี้ซึ่งมีอสังหาริมทรัพย์ค่ำประกัน แต่ว่าการปล่อยสินเชื่อนั้น เป็นลักษณะที่มีความเสี่ยงสูง หรือที่เรียกว่าสินเชื่อด้อยคุณภาพ subprime โดยบริษัทเหล่านี้ก็จะมีการลงทุนใน subprime ในสัดส่วนที่มากน้อยต่างกันไป โดยบริษัทที่ลงมากก็จะได้รับผลมาก อย่างกรณีของ Lehman brothers นั้น ซึ่งแต่เดิมทีแล้วเป็นบริษัทที่เปรียบเสมือนตัวกลางในการทำธุรกิจทางการเงิน รับปรึกษาการลงทุน การออกหุ้นกู้ และกินค่า com จากการซื้อขายหลักทรัพน์ต่างๆ แต่เมื่อในภายหลังความเป็นทุนนิยมจ๋า ทำให้มีเรื่องผลกำไรมาเป็นอันดับหนึ่ง การที่จะมากินค่า com อย่างเดียวก็คงไม่รวยสักที ที่นี้ก็เลยต้องลงมาเล่นเองในฐานะผู้ลงทุน และเมื่อมีปัญหาขึ้นในด้านสภาพคล่อง ก็ทำให้ต้องหาระดมเงินเพิ่ม ถ้าได้ก็รอดตาย(กรณีMerill lynch รอดได้ก็เพราะ Bank of America เข้ามาซื้อกิจการ) ซึ่งในความเป็นจริงแล้วบริษัทยักษ์ใหญ่เช่นนี้ควรจะมีการบริหารความเสี่ยงที่เป็นระบบอย่างดี และไม่น่าจะมาพลาดตกม้าตายแบบนี้ ซึ่งจะบอกว่าเป็นความผิดของ CEO หรือเปล่า ก็ต้องบอกว่าใช่ เพราะ CEO ควรจะรู้ว่าจะบริหารความเสี่ยงอย่างไร และจะดำเนินธุรกิจอย่างไรให้มีกำไรอย่างยั่งยืน ที่สำคัญ CEO แต่ละคนก็ล้วนแต่รายได้สูงระดับสิบยี่สิบล้านเหรียญต่อปี แต่บริหารให้บริษัทต้องเจ๊งไม่เป็นท่าแบบนี้ก็ไม่รู้จะจ้างกันมาทำไม
และการที่ปธน.บูช จำต้องพยายามออกแผนกู้วิกฤตครั้งนี้เป็นเงิน 7 แสนล้านเหรียญ ถ้าตีเป็นเงินไทยก็นับศูนย์กันไม่ถูก แต่ที่แน่ๆรวมแล้วเทียบกับงบใช้จ่ายของรัฐบาลไทย ก็เท่างบรัฐบาล 13 ปีรวมกันเลยทีเดียว ซึ่งไอ้แผนนี้ที่ไม่ผ่านก็เพราะมีสมาชิกสภาหลายๆท่าน รวมทั้งประชาชนชาว usa ไม่เห็นด้วยที่ว่า “การนำเงินภาษีมากอบกู้ความล้มเหลวผิดพลาดของสถาบันการเงิน เป็นสิ่งที่ควรทำแล้วหรือ ในเมื่อสถาบันเหล่านี้กอบโกยผลประโยชน์มากมาย แต่พอมีปัญหารัฐกลับเข้ามาช่วย ทั้งๆที่ประชาชนถูกยึดบ้านทำไมรัฐไม่เขามาช่วยบ้าง” เป็นคำถามที่น่าคิดในแง่ของจริยธรรม แต่ถ้ามองในภาพกว้างแล้ว การที่สถาบันการเงินล้ม และมีทีท่าวะจะลุกลามเป็นวงกว้าง และส่งผลร้ายแรงต่อการเงินทั้งระบบของ usa เพราะถ้าสถาบันการเงินเจ๊ง ไม่มีแหล่งเงินทุน การทำธุรกิจมีต้นทุนสูง ของแพง เงินเฟ้อ รายได้ลด การใช้จ่ายลดลง การนำเข้าลดลง และการที่ usa เป็นประเทศที่นำเข้าสินค้า บริโภคสินค้าจากทั่วโลก เมื่อไม่สามารถนำเข้าสิค้า ประเทศที่ส่งผลกระทบก็คือผู้ส่งออกอย่างไทยด้วย ซึ่งก็จะเจ๊งกันทั่วหน้าหลีกเลี่ยงไม่ได้
หลายท่านออกมาบอกว่าวิกฤตแบบนี้คนไทยเคยเจอมาแล้วกับต้มยำกุ้ง และต้องปล่อยให้สถาบันการเงินกว่า 40 แห่งต้องเจ๊งกันไป คราวนี้ usa ต้องมาเจอเองเป็นวิกฤตแฮมเบอเกอร์ รัฐบาลควรจะปล่อยให้สถาบันการเงินล้ม เหมือนที่เคยบอกให้ไทยทำ เพราะนี่คือยาขมที่คนไทยเคยได้กิน และเป็นบทเรียนสำคัญ usa ก็ควรกินมันด้วย แต่ที่สำคัญถ้า usa กินยาขมนี้ไป ประเทศอื่นๆในโลกก็คงขมตามกันไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้
สุดท้ายนี้ การที่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ต้องเจ๊งเพราะการบริหาร ก็ต้องถามว่าตำราเรียนทางการเงินที่เราเรียนทุกวันนี้ที่มาจากประเทศชั้นนำอย่าง USA มันยังจะคงเป็นบทเรียนที่เราควรจะเรียนต่อไปหรือ ในเมื่อผู้คร่ำหวอดในวงการสูงสุดที่คิดค้นทฤษฎีการเงินมากมายยังล้มได้ แล้วเราจะเชื่อถือตำราความรู้ของพวกเขาได้มากสักเท่าไหร่
