1951-3212

หากจะกล่าวถึงวิกฤตการณ์ทางการเงินในช่วงปี ค.ศ.2008 ซึ่งเป็นปัญหาที่ลุกลามไปยังระบบเศรษฐกิจทั่วโลกแล้ว และยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนถึงการสิ้นสุดของปัญหา ก็คงต้องย้อนกลับไปถึงต้นตอโดยตรงของปัญหาที่ประเทศสหรัฐฯ ในช่วงเดือนตุลาคม ค.ศ.2007 ที่ตลาดสินเชื่อบ้านด้อยคุณภาพหรือที่เรียกกันว่าสินเชื่อซับไพร์ม (Subprime) ได้เกิดล้มละลาย โดยตลาดบ้านในสหรัฐอเมริกาเกิดฟองสบู่แตก ราคาบ้านตกต่ำ ลูกหนี้ไม่จ่ายคืนหนี้ เกิดเป็นหนี้เสียสินเชื่อบ้าน ผลประกอบการของธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อโดยตรงก็ตกต่ำ สถาบันการเงินที่ลงทุนในตราสารหนี้ค้ำประกันสินเชื่อบ้าน หรือที่เรียกว่า CDO (Collateral Debt Obligation) ซึ่งมีราคาและผลตอบแทนลดลงไป ก็ประสบปัญหาขาดทุนหนัก ลุกลามไปถึงตลาดสินเชื่อ เงินทุนในระบบขาดสภาพคล่อง

ถึงในช่วงเดือนมกราคม ค.ศ.2008 ธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาได้ประกาศลดดอกเบี้ยลงไปแล้ว 8 ครั้ง เหลือ 2% และสถาบันการเงิน Country Wide Financial ซึ่งเป็นธนาคารแรกที่รับมือกับหนี้เสียไม่ทันและถูกซื้อกิจการจาก Bank of America ในเดือนถัดมาธนาคาร Northern Rock ของอังกฤษก็ประกาศล้มละลายอันเนื่องมาจากขาดทุนจากการลงทุนใน CDO และถูกทางการอังกฤษเข้ายึด

ช่วงเดือนมีนาคม ธนาคารพาณิชย์ชั้นนำระดับโลก Bear Stearns ขาดทุนอย่างมากจนไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯและกระทรวงการคลังตัดสินใจเข้าช่วยเหลือ โดยส่งเงินผ่านบริษัท J.P.Morgan เข้าไปซื้อหุ้น Bear Stearns ในราคาต่ำ และเหตุการณ์นี้นับเป็นครั้งแรกที่ธนาคารกลางสหรัฐฯเข้าไปช่วยเหลือธนาคารเอกชน จนมาถึงในช่วงกลางปี ธนาคารพาณิชย์ IndyMac ถูกบริษัทประกันเงินฝากแห่งชาติสหรัฐฯหรือ FDIC เข้ายึดกิจการตกเป็นของรัฐ หลังมีลูกค้าถอนเงินออกจากธนาคารติดต่อกัน 11 วัน จนขาดสภาพคล่อง นอกจากนี้ในช่วงเวลาเดียวกัน บริษัทปล่อยสินเชื่อยักษ์ใหญ่กึ่งเอกชน ที่มีชื่อว่า Fannie Mae และ Freddie Mac ซึ่งนับเป็นกรณีที่ 2 ที่ถูกทางการสหรัฐฯเข้าอุ้มกิจการ

ในเดือนกันยายน วิกฤตการณ์ทางการเงินดูเหมือนจะไม่หยุดความรุนแรงลง จนกระทั่งกรณีของวาณิชธนกิจที่มีขนาดใหญ่อันดับ 4 ของสหรัฐฯ เลห์แมน บราเธอร์ส (Lehman Brothers) ได้ประกาศล้มละลาย ขอศาลพิทักษ์ทรัพย์สิน และประกาศขายสินทรัพย์ทั้งหมด หลังจากไม่สามารถเพิ่มทุนได้สำเร็จ และในส่วนของบริษัทประกันภัยที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯและของโลก AIG (American International Group) ก็ขาดสภาพคล่องเงินสดอย่างหนัก และโชคดีที่ทางการสหรัฐฯได้เข้าช่วยด้วยเม็ดเงินกว่า 85,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ พร้อมถือหุ้นเกือบ 80% กลายเป็นรัฐวิสาหกิจประกันภัยใหญ่ที่สุดในโลก ในขณะเดียวกันช่วงปลายเดือนกันยายน กระทรวงการคลังสหรัฐฯได้ประกาศมาตรการแก้วิกฤตการณ์การเงินด้วยเงินมูลค่า 7 แสนล้านเหรียญ และเป็นประเด็นการเมืองในสหรัฐฯกว่า 1 สัปดาห์ และมีวาณิชธนกิจ Goldman Sachs และ Morgan Stanley ได้เปลี่ยนสภาพไปเป็นธนาคารพาณิชย์เพื่อให้มีความคล่องตัวในการกู้ยืมและเพิ่มสภาพคล่องให้มากขึ้น อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการสิ้นสุดของยุควาณิชธนกิจของสหรัฐฯเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังมีธนาคารออมทรัพย์และปล่อยกู้ Washington Mutual Fund ได้ล้มละลายถูกยึดเป็นของรัฐ

วิกฤตการณ์การเงินในครั้งนี้นอกจากประเทศสหรัฐฯที่ประสบปัญหาโดยตรงแล้ว ยังมีการลุกลามไปยังประเทศอื่นๆทั่วโลกเช่นกัน ซึ่งจะได้รับผลมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่าได้มีความเกี่ยวข้องกับการลงทุนในตราสารที่มีปัญหา รวมไปถึงบริษัทที่มีปัญหาด้วยมากน้อยอย่างไร และถึงแม้จะไม่ได้มีความเสี่ยงโดยตรงก็ยังได้รับปัญหาไปด้วยเช่นกัน ในส่วนของประเทศยุโรป ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ไอซ์แลนด์ เยอรมนี ฝรั่งเศส ฯลฯ ก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีการออกมาตราการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องและมีความพยายามที่จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุนและผู้ประกอบการ ทั้งการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง การเข้าซื้อสินทรัพย์เสียจากสถาบันการเงิน การประกาศลดดอกเบี้ย เช่นการที่ธนาคารกลาง 6 ประเทศ (สหรัฐฯ อียู อังกฤษ แคนาดา สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์) ประกาศลดดอกเบี้ยพร้อมกัน 0.5% ในวันที่ 8 ตุลาคม แต่ทั้งนี้ก็ไม่อาจบอกได้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปจะรอดพ้นจากภาวะถดถอยได้หรือไม่

ในส่วนของเอเชีย และประเทศกำลังพัฒนาอย่างจีนและอินเดียเองก็ได้รับผลในทางเศรษฐกิจจากปัญหานี้ไม่น้อย และมีการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไปบ้างแล้ว และคาดว่าเศรษฐกิจในประเทศจะยังคงขยายตัวต่อไปได้ สำหรับประเทศไทยก็คงต้องเผชิญกับการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจเช่นกัน เพราะถึงแม้จะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงแต่ก็ได้รับทางอ้อมจากการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้น และปัญหาในภาคส่งออก ซึ่งแน่นอนว่าจะขยายตัวได้ไม่มาก และมีการคาดการณ์ว่าในปีหน้า ค.ศ.2009 จะเป็นปีที่ปัญหาแสดงความรุนแรงออกมา ซึ่งเรียกกันว่า”เผาจริง”

ในส่วนของ IMF ได้ระบุความเสียหายของสถาบันการเงินทั่วโลกว่าเพิ่มขึ้นเป็น 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ และสถาบันการเงินทั่วโลกต้องการเงินเพื่อเพิ่มทุนอีก 6.75 แสนล้านดอลลาร์ ขณะนี้ได้มีการตัดหนี้เสียไปแล้วทั้งหมดนับตั้งแต่เกิดวิกฤติในปี 2007 เป็นจำนวนเงิน 5.86 แสนล้านดอลลาร์ และเพิ่มทุนไปแล้ว 4.3 แสนล้านดอลลาร์ ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริง IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงจากปี 2008 ที่ระดับ 3.9% เหลือ 3% ในปี 2009

ข้อมูลบางส่วนจาก GM magazine

เขียนความคิดเห็น

*
*